พญ.วิธิดา จึงวิโรจน์ และ นพ.ธีรฉัตร พรรณเชษฐ์
แพทย์ด้านอายุรกรรม / โลหิตวิทยา · ใกล้บ้าน คลินิก สันทราย เชียงใหม่
อัปเดตล่าสุด: 2026-06-26
ข้อควรทราบ: บทความนี้ให้ความรู้ทั่วไป ไม่สามารถใช้แทนการตรวจหรือคำแนะนำเฉพาะบุคคลโดยแพทย์ได้ หากมีข้อสงสัย ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มหรือเปลี่ยนวิธีคุมกำเนิด
This article is for general information and does not replace medical consultation.
ยาคุมแบบฉีด 1 เดือนมักเป็นฮอร์โมนรวมและต้องฉีดทุก 4 สัปดาห์ ส่วนยาคุมแบบฉีด 3 เดือนมักเป็นโปรเจสตินอย่างเดียวและฉีดทุก 12–13 สัปดาห์ ความเหมาะสมขึ้นกับสุขภาพ ประจำเดือน ความเสี่ยงตั้งครรภ์ ความสะดวกในการมาตามนัด และแผนมีบุตรในอนาคต ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มหรือเปลี่ยนชนิดยา
ผู้ป่วยหลายคนมักถามว่า ยาคุมแบบฉีด 1 เดือนกับ 3 เดือนต่างกันอย่างไร และควรเลือกแบบไหน บทความนี้สรุปแบบเข้าใจง่าย เพื่อช่วยเตรียมตัวก่อนปรึกษาแพทย์ที่คลินิก
สรุปความต่างแบบง่าย
Simple comparison| หัวข้อ | ยาคุมฉีด 1 เดือน | ยาคุมฉีด 3 เดือน |
|---|---|---|
| ช่วงเวลาฉีด | โดยทั่วไปทุก 4 สัปดาห์ | โดยทั่วไปทุก 12–13 สัปดาห์ |
| ชนิดฮอร์โมน | ฮอร์โมนรวม มี estrogen และ progestin | progestin อย่างเดียว เช่น DMPA |
| ความสะดวก | ต้องมาตามนัดทุกเดือน | นัดห่างกว่า เหมาะกับผู้ที่ไม่อยากมาคลินิกบ่อย |
| ประจำเดือน | บางรายรอบเดือนอาจใกล้เคียงเดิมกว่า | พบประจำเดือนกะปริบกะปรอยหรือขาดประจำเดือนได้บ่อยกว่า |
| การกลับมามีบุตรหลังหยุด | โดยทั่วไปกลับมาได้เร็วกว่า | บางรายอาจใช้เวลานานกว่ากว่าจะกลับมาไข่ตกสม่ำเสมอ |
ยาคุมฉีด 1 เดือนเหมาะกับใคร?
Monthly injectionยาคุมแบบฉีด 1 เดือนอาจเหมาะกับผู้ที่สะดวกมาตามนัดทุกเดือน และต้องการวิธีคุมกำเนิดแบบฉีดที่มีฮอร์โมนรวม อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีข้อจำกัดต่อการใช้ estrogen เช่น ประวัติลิ่มเลือด โรคตับบางชนิด ไมเกรนบางแบบ หรือปัจจัยเสี่ยงบางอย่าง ควรให้แพทย์ประเมินก่อนเสมอ โดยทั่วไปควรมาฉีดตรงช่วงเวลาที่กำหนด หากมาช้ากว่ากำหนดควรแจ้งแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยงตั้งครรภ์ก่อนฉีด อาการที่พบได้ในบางราย เช่น คลื่นไส้ คัดตึงเต้านม หรือเลือดออกกะปริบกะปรอยช่วงแรก มักค่อย ๆ ดีขึ้น แต่ถ้าอาการมากหรือผิดปกติควรปรึกษาแพทย์
ยาคุมฉีด 3 เดือนเหมาะกับใคร?
Three-month injectionยาคุมแบบฉีด 3 เดือนเป็นตัวเลือกที่ใช้บ่อย เพราะไม่ต้องฉีดทุกเดือนและไม่ต้องกินยาทุกวัน แต่ควรเข้าใจเรื่องประจำเดือนเปลี่ยนแปลง น้ำหนักที่อาจเปลี่ยนในบางคน และการกลับมามีบุตรที่อาจล่าช้าหลังหยุดยา ในช่วงแรกอาจมีเลือดออกกะปริบกะปรอย ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ หรือประจำเดือนขาดได้ ซึ่งพบได้ค่อนข้างบ่อยและมักไม่อันตราย แต่ควรแจ้งแพทย์หากเลือดออกมาก ปวดท้องมาก หรือมีอาการผิดปกติ ผู้ที่วางแผนมีบุตรเร็ว ๆ นี้ควรบอกแพทย์ก่อน เพราะหลังหยุดยาอาจใช้เวลาหลายเดือนกว่ารอบไข่ตกจะกลับมาสม่ำเสมอ
ก่อนฉีดควรเตรียมตัวอย่างไร?
Before your visit- แจ้งวันที่ประจำเดือนมาครั้งล่าสุด และประวัติการมีเพศสัมพันธ์ที่อาจเสี่ยงตั้งครรภ์
- แจ้งโรคประจำตัว ยาที่ใช้ ประวัติแพ้ยา ไมเกรน โรคตับ ลิ่มเลือด หรือแผนมีบุตร
- หากฉีดช้ากว่ากำหนดหรือประจำเดือนขาด แพทย์อาจแนะนำตรวจการตั้งครรภ์ก่อนฉีด
- ยาคุมฉีดไม่ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หากมีความเสี่ยงควรใช้ถุงยางอนามัยร่วม
แล้วควรเลือกแบบไหนดี?
Which option is better?ไม่มีชนิดใดดีที่สุดสำหรับทุกคน การเลือกขึ้นกับสุขภาพ ความสะดวกในการมาตามนัด ลักษณะประจำเดือน แผนมีบุตร และความเสี่ยงเฉพาะบุคคล แพทย์จะช่วยประเมินและอธิบายข้อดีข้อควรระวัง เพื่อเลือกวิธีที่เหมาะสมอย่างปลอดภัย
คำถามที่พบบ่อย
ฉีดยาคุมแล้วประจำเดือนจะขาดไหม?
เป็นไปได้ โดยเฉพาะยาคุมแบบฉีด 3 เดือน บางคนมีเลือดออกกะปริบกะปรอยในช่วงแรก แล้วประจำเดือนค่อย ๆ น้อยลงหรือขาดได้ หากเลือดออกมาก ปวดท้องมาก หรือมีอาการผิดปกติควรพบแพทย์
ยาคุมฉีดป้องกันการตั้งครรภ์ได้ดีไหม?
เมื่อฉีดสม่ำเสมอตรงตามกำหนด ยาคุมฉีดมีประสิทธิภาพสูงได้ถึง 99% แต่ไม่ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และประสิทธิภาพลดลงหากฉีดช้ากว่ากำหนดหรือขาดการฉีด
มาฉีดที่คลินิกต้องนัดไหม?
สามารถสอบถามทาง LINE หรือโทรศัพท์ก่อนมาได้ โดยเฉพาะหากไม่แน่ใจว่าวันที่มาฉีดตรงช่วงเวลาที่เหมาะสมหรือไม่
ต้องการปรึกษาเรื่องฉีดยาคุม?
ใกล้บ้าน คลินิก ให้บริการฉีดยาคุม 1 เดือนและ 3 เดือน พร้อมประเมินความเหมาะสมโดยแพทย์
จันทร์–ศุกร์ 17:00–20:00 น. · เสาร์ 13:00–17:00 น.